<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0">
<channel>
<title>ก่อสร้างน่ารู้</title>
<description>ก่อสร้างน่ารู้</description>
<link>เว็บโยธา.คอม</link>
<lastBuildDate>Sunday 20th of May 2012 01:06:30 AM</lastBuildDate>
<generator>ก่อสร้างน่ารู้</generator>
<copyright>Copyright © 2009 webyota.com</copyright>
<item>
<title>เสาเข็มเกี่ยวข้องอย่างไรกับการทรุตตัวของอาคาร</title>
<description>
เมื่ออาคารทรุดตัว จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ   พบว่าเสาเข็มเป็นต้นเหตุสำคัญมีหลายกรณีเหลือเกิน   สาเหตุหลักๆพบว่าเสาเข็มอยู่ในดินอ่อน และสั้นเกินไป   ปลายเสาเข็มอยู่บนดินต่างชนิดถึงแม้จะเลือกใช้เสาเข็มยาวเท่ากัน   เสาเข็มเยื้องศูนย์   ศูนย์กลางเสาเข็มหรือกลุ่มเสาเข็มเยื้องตำแหน่งกับเสาอาคาร   ลักษณะเช่นนี้มักพบมากกับฐานรากเสาเข็มต้นเดียวที่ตอกผิดตำแหน่งแล้วแก้ไข  ไม่ถูกวิธี เสาเข็มบกพร่อง เสาเข็มแตกหรือหักจากการขนส่งหรือขณะตอก   ส่วนเสาเข็มเจาะอาจเกิดการถอดปลอกเหล็ก เกิดจากดินเคลื่อนไหล   เพราะมีการขุดดินบริเวณข้างเคียงหรือดินริมฝั่งน้ำทำให้ดินใต้อาคารสูญเสีย  เสถียรภาพ สาเหตุต่างๆ นานา   รวมไปถึงกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มไม่เพียงพอที่จะรับน้ำหนักจากตัวอาคารได้            

</description>
<link>http://www.webyota.com/?infoboard=topic.2.156.1</link>
<pubDate>Mon, 05 Dec 2011 08:05:17 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>ต่อเติมบ้าน..ไม่ให้ผิดกฎหมาย</title>
<description>ต่อเติมบ้าน..ไม่ให้ผิดกฎหมาย

                                              
                       ต่อเติมบ้าน..ไม่ให้ผิดกฎหมาย
บ้านพักอาศัย
 ไม่ว่าจะเป็นบ้านในโครงการบ้านจัดสรร หรือบ้านที่ปลูกสร้างเอง 
เมื่ออยู่ไปได้สักพัก ความต้องการใช้พื้นที่มีมากขึ้น 
เนื่องจากมีสมาชิกเพิ่มบ้าง หรือเพื่อขยับขยายค้าขายบ้าง 
ส่วนใหญ่เลือกที่จะต่อเติมบ้านแทนการซื้อหลังใหม่ 
และอาจพูดได้ว่าการต่อเติมบ้านส่วนใหญ่ทำผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น
กฎหมาย กำหนดโทษการดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต
 จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
ดังนั้น การก่อสร้างต่อเติมดัดแปลงใดๆ 
เราควรมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายไว้บ้าง 
อย่างแรก 
พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กฎหมายหลักในการควบคุมการก่อสร้างอาคาร 
กำหนดให้ผู้ที่จะก่อสร้าง ดัดแปลง 
หรือเคลื่อนย้ายอาคารต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน 
หรือให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน 
ทั้งนี้ก็ต้องดูกว่าการ
เปลี่ยนแปลงต่อเติมบ้านของเรานั้น เข้าข่ายเป็นการดัดแปลงอาคารหรือไม่ 
ซึ่งกฎหมายบอกว่าการกระทำดังต่อไปนี้ (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11) 
ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร คือ
การเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารโดย
ใช้วัสดุขนาด จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิม 
เว้นแต่การเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง
 หรือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ 
กรณีนี้หมายถึง โครงสร้างของอาคาร
 อาทิ เสา คาน ตงที่เป็นไม้ หากโครงสร้างเหล่านี้ชำรุด เช่นปลวกขึ้น 
ทำให้ไม้ผุ จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ การใช้ไม้เช่นเดิม 
จำนวนและขนาดเท่าเดิมไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร 
แต่หากโครงสร้างเหล่านี้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง 
หรือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณเกิดเป็นสนิมผุกร่อน 
ถ้าต้องเปลี่ยนใหม่ก็ต้องขออนุญาตก่อน แม้จะใช้วัสดุอุปกรณ์ ขนาด 
จำนวนเท่ากันก็ตาม 
การเปลี่ยนส่วนต่างๆ ของอาคาร 
ที่ไม่เป็นโครงสร้างของอาคาร 
โดยใช้วัสดุชนิดเดียวกับของเดิมหรือวัสดุชนิดอื่น 
ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างของอาคารเดิมส่วนหนึ่งส่วนใดเกิน
ร้อยละสิบ 
กรณีนี้หมายถึง ส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างอาคาร 
เช่น พื้น ผนัง เป็นต้น ที่เคยเป็นพื้นปาร์เก้ อยากเปลี่ยนเป็นพื้นหินอ่อน 
หินแกรนิต 
อย่างนี้ก็ต้องคำนวณน้ำหนักดูด้วยว่าเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเกินร้อยละสิบหรือไม่
 ไม่เกินก็ไม่เป็นไร แต่หากเกินก็ต้องยื่นขออนุญาต 
ปัญหาอยู่ที่ว่าถ้าคำนวณน้ำหนักด้วยตนเองไม่เป็น 
ก็ควรให้วิศวกรเป็นผู้คำนวณให้ 
เพราะหากน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากก็จะทำให้โครงสร้างอาคารต้องรับน้ำหนักเพิ่มมาก
ขึ้นตามไปด้วย อย่างนี้อันตราย 
การเปลี่ยนแปลง การต่อเติม 
การเพิ่ม การลด หรือการขยายซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก 
เนื้อที่ส่วนต่างๆของอาคารที่ไม่เป็นโครงสร้างของอาคาร 
ซึ่งไม่เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงสร้างของอาคารเดิมส่วนหนึ่งส่วนใดเกิน
ร้อยละสิบ 
ข้อนี้ไม่แตกต่างจากข้อสองมากนัก 
เพราะเป็นการเปลี่ยนแบบ เปลี่ยนสไตล์ของพื้นที่เล็กๆ น้อยๆ 
ภายในบ้านและไม่ก่อให้เกิดน้ำหนักเพิ่มแต่ประการใด อาทิ การเปลี่ยนแบบประตู
 หน้าต่าง เปลี่ยนลายกระเบื้อง ฝ้า เพดาน กรณีนี้ไม่ต้องยื่นขออนุญาต 
หรือหากการเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาบ้าง 
แต่ไม่เกินร้อยละสิบของน้ำหนักเดิมก็ไม่จำเป็นต้องยื่นขออนุญาต  
อย่างนี้ไม่ผิดกฎหมาย
การลดหรือขยายเนื้อที่ของพื้นที่ชั้นใดชั้น
หนึ่งให้มีเนื้อที่น้อยลงหรือมากขึ้นรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร 
โดยไม่ลดหรือเพิ่มจำนวนเสาหรือคาน ยกตัวอย่างเช่น เดิมพื้นบ้านเป็นพื้นเรียบๆอยู่แล้ว เราไปเจาะเป็นช่องเพื่อระบายอากาศหรืออะไรก็แล้วแต่ อย่างนี้ไม่ต้องยื่นขออนุญาต
การลดหรือการขยายเนื้อที่ของหลังคาให้มีเนื้อที่มากขึ้นรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร โดยไม่ลดหรือเพิ่มจำนวนเสาหรือคาน ยกตัวอย่างเช่น
 
การทำหลังคาคลุมดาดฟ้าโดยยื่นจากเดิมออกไปโดยรวมแล้วเป็นการเพิ่มเนื้อที่
ออกไปไม่เกิน 5 ตารางเมตร 
และไม่ทำให้คานและเสาเดิมต้องรับน้ำหนักเพิ่มเกินร้อยละสิบจ 
อย่างนี้ก็ไม่ต้องยื่นขออนุญาต
นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ เช่น
 การเปลี่ยนผนังบ้าน (ข้อ 2) หากของเดิมกำหนดไว้ให้ต้องสร้างเป็นผนังกันไฟ 
แต่ไปเปลี่ยนเป็นผนังธรรมดา อย่างนี้ผิด หรือ(ข้อ 3) 
ด้านที่เป็นผนังทึบของอาคารชั้น 3 ห่างจากเขตที่ดินของผู้อื่นไม่ถึงสามเมตร
 แต่กลับไปเจาะทำประตูหน้าต่าง หรือที่ระบายลมด้านนั้นก็ไม่ได้ 
เพราะผิดข้อบัญญัติ หรือในกรณี(ข้อ 5) จะทำหลังคาคลุมพื้นชั้นล่าง 
แม้ว่าเนื้อที่จะเพิ่มขึ้นไม่ถึง 5 ตารางเมตร 
แต่ถ้าหลังคานั้นทำให้ที่ดินที่เป็นที่ว่างปราศจากสิ่งปกคลุมลดน้อยลงไปกว่า
ร้อยละ 30 ก็ถือเป็นการขัดข้อบัญญัติ ทำไม่ได้


</description>
<link>http://www.webyota.com/?infoboard=topic.2.154.1</link>
<pubDate>Wed, 03 Aug 2011 07:49:01 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>คอนโดเล็กๆ แต่งอย่างไรให้ดูดี?</title>
<description>
    
คอน โดฯ  ในกรุงเทพฯ ที่ขายกันหลายโครงการ ห้องที่เปิดขายส่วนใหญ่จะเป็นห้องสตูดิโอหรือไม่ก็ขนาด  1 ห้องนอน ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด  นอกจากไลฟ์สไตล์ของคนเมืองแล้ว เรื่องราคาคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คนรุ่นหนุ่มสาวมีกำลังจ่ายไหว  ด้วยราคาค่าตัวราวๆ 1 ล้านต้นๆ ผ่อนกันไปเดือนละไม่ถึงหมื่นก็ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรง  เราลองมาดูวิธีทำห้องสวยด้วยตัวเองกันดีกว่า &amp;nbsp;
  
    
  
&amp;nbsp;
  
    
  
ดูให้ดีๆ  ก่อนจะลงมือ 
  
    
  
&amp;nbsp;
  
    
  
ถ้าเลือกซื้อ 
  
    
  
&amp;nbsp;
          

</description>
<link>http://www.webyota.com/?infoboard=topic.2.153.1</link>
<pubDate>Mon, 23 May 2011 08:20:23 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>เทคนิค ช่วยให้บ้านเย็นและสบาย </title>
<description>
        
บ้านคือที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มนุษย์ขาดไม่ได้  แต่สมัยนี้ปัญหาโลกร้อนได้ส่งผลกระทบต่อคนเราทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม  และความเป็นอยู่ค่อนข้างมาก  ทำให้คนที่คิดจะปลูกบ้านหรือมีบ้านอยู่แล้วเริ่มเปลี่ยนแนวคิดใหม่  ที่ไม่เพียงแค่ต้องการบ้านสวย มั่นคง แข็งแรงเท่านั้น แต่จะต้องเป็นบ้านลดโลกร้อน  ประหยัดพลังงาน ที่แม้ไม่เปิดพัดลม ติดแอร์ ก็รู้สึกถึงความเย็นแบบธรรมชาติ 
    
ปลูกต้นไม้ทรงสูงเพื่อบังแสงอาทิตย์  โดยที่ให้มีกระแสลมเย็นพัดผ่านใต้พุ่มใบในความเร็วที่พอเหมาะ  เพื่อลดอุณภูมิภายนอกใกล้บริเวณบ้านและป้องกันลมพัดผ่านเข้าตัวบ้านมากเกิน ไป  และควรปลูกในทิศตะวันออกและตะวันตก 
    
เลือกชนิดต้นไม้ให้ร่มเงาที่มีอยู่ตามท้องถิ่น เช่น ต้นปีบ ต้นอินทนิล ต้นสัตบัน  ต้นสุพรรณิการ์ เพื่อลดการใช้ปุ๋ย  ยาฆ่าแมลงในการรักษาเนื่องจากต้นไม้เหล่านี้ชินกับสภาพภูมิประเทศและภูมิ  อากาศในประเทศ 
    
นำหลักภูมิสถาปัตย์มาใช้  เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมรอบๆ  บริเวณบ้านให้เย็นสบาย โดยการปลูกพืชคลุมดิน ปลูกหญ้า จัดแต่งสวน จัดทำน้ำตกจำลอง 
    
ทำรางน้ำและท่อระบายน้ำจากหลังคา หรือส่วนต่างๆ ภายในบ้านให้เหมาะสม  เพื่อป้องกันความชื้นซึมเข้าไปในบ้าน  หรืออาจทำท่อระบายน้ำที่ได้จากการซักล้างไปใช้รดน้ำต้นไม้ ถ้าต้องการทำที่จอดรถ  ควรทำพร้อมหลังคาในทิศตะวันออกหรือตะวันตก  เพื่อช่วยลดความร้อนผ่านเข้ามาในตัวบ้านโดยตรง 
    
บุฉนวนกันความร้อนที่หลังคาและผนัง โดยความหนาของฉนวนที่ใช้ต้องขึ้นอยู่กับภาระทำความเย็น  แต่ส่วนใหญ่ใช้ฉนวนที่มีความหนา 2-3  นิ้ว ฉนวนสำหรับหลังคาและผนังมีหลายชนิด เช่น ฉนวนใยแก้ว  ฉนวนเยื่อกระดาษ ฉนวนเซรามิก 
    
ทาสีผนังด้านนอกของบ้านเป็นสีอ่อน ใช้วัสดุที่มีผิวมันและกันความชื้น  ใช้กระเบื้องหลังคาสีอ่อนเพื่อสะท้อนความร้อนได้ดี  สำหรับผนังด้านที่มีระเบียงยื่นควรเลือกใช้ประตูหรือหน้าต่างชนิดบานพลิก  เพราะควบคุมปริมาณลมได้ดีกว่าการใช้ประตูหรือหน้าต่างชนิดบานเลื่อน 
    
ทำกันสาดให้กับหน้าต่างกระจก โดยกันสาดแนวราบเหมาะสมกับหน้าต่างที่อยู่ทางทิศเหนือและใต้  เพราะบังแสงอาทิตย์ในช่วงเที่ยงและบ่าย  ส่วนกันสาดแนวดิ่งเหมาะกับหน้าต่างทางทิศตะวันออกและตะวันตก 
    
ติดตั้งพัดลมระบายอากาศบนหลังคา เพื่อดูดอากาศร้อนใต้หลังคาออกไปภายนอก  
    
ทำระเบียงยื่นพร้อมติดกันสาดในทิศตะวันออกและตะวันตก สำหรับใช้เป็นที่นั่งรับประทานอาหารว่าง  หรือใช้ทำครัวนอกบ้าน แล้วยังช่วยลดความร้อนเข้ามาในบ้านด้วย 
    
หมั่นดูแลรักษาทำความสะอาด พรม ผ้าม่าน โซฟา ไม่ให้เปียกชื้น  เพื่อลดภาระทำความเย็นเนื่องจากความร้อนแฝง 
    
จัดแบ่งห้องใช้สอยโดยคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน โดยจัดห้องที่ใช้ตอนเช้าอยู่ในทิศตะวันออก  ส่วนห้องที่ใช้สอยเกือบทั้งวันให้อยู่ทิศเหนือ เพราะจะเย็นสบายที่สุด เช่น  ห้องนั่งเล่นอยู่ในทิศเหนือ เป็นต้น 
    
ควรติดตั้งเครื่องซักผ้า  เครื่องอบผ้า ในบริเวณที่ไม่ปรับอากาศและเปิดโล่ง
    
ขอขอบคุณ 
    
เนื้อหา: โพสต์ทูเดย์ </description>
<link>http://www.webyota.com/?infoboard=topic.2.152.1</link>
<pubDate>Tue, 10 May 2011 10:34:26 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>10 เทคนิคแต่งบ้านประหยัดตังค์</title>
<description>

สำหรับ วันนี้
เราก็มีเทคนิคใหม่ๆมาเสนอสำหรับคนที่อยากจะปรับเปลี่ยนลุคให้กับบ้านของคุณ
โดยที่ไม่ต้องลงทุนมากมาย ก็ได้บ้านสวยเก๋มาเชยชมแล้วหล่ะค่ะ



&amp;nbsp;1.ทาสีผนังใหม่



ลง ทุนเลือกซื้อสีทาภายในที่ชอบมาซักกระป๋อง
แล้วเลือกวันว่างๆสุดสัปดาห์ รวมพลคนในครอบครัวให้มาช่วยกันทาสีห้องใหม่
ไม่เพียงแต่จะได้ห้องที่แปลกตาไปจากเดิม แต่ยังได้ร่วมทำกิจกรรมกันในครอบครัว
เพียงเท่านี้ผนังห้องเรียบๆสีขาวก็จะเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบใหม่ที่น่าตื่นตา ตื่นใจ
&amp;nbsp;รับรองได้ว่าคุ้มค่าการลงทุนอย่างแน่นอน



&amp;nbsp;2.ตกแต่งห้องใหม่



&amp;nbsp;ลอง ดูซิว่า
ตอนนี้บ้านของคุณมีอะไรอยู่แล้วบ้าง &amp;nbsp;มุมนั้นวางของรกเกินไปรึป่าว
&amp;nbsp;หรือว่ามีรูปสวยๆไปวางเก็บทิ้งไว้ในห้องเก็บของ &amp;nbsp;ทำไม ไม่ลองจัดแต่งบ้านใหม่ โดยเลือกเอาของที่คุณมีอยู่เดิมมาวางในมุมที่เปลี่ยนไป
&amp;nbsp;เช่น โต๊ะเขียนหนังสือตัวเก่าที่ลูกสาวไม่ใช้แล้ว &amp;nbsp;ลองเอามาจัดวางในห้องรับแขก เป็นมุมไว้สำหรับโชว์ของ &amp;nbsp;หรือว่าภาพฝีมือลูกชายสมัยยังเด็กที่ยังเก็บไว้
ลองเอามาประดับตกแต่งผนังบ้านของคุณดูสิ
รับรองได้ว่าให้ความรู้สึกย้อนความหลังได้ดีทีเดียว



&amp;nbsp;3.เลือกแสงอย่างชาญฉลาด



&amp;nbsp;ลอง
ติดตั้งตัวปรับระดับแสงให้กับสวิชไฟในห้องของคุณ
รับรองได้ว่าจะช่วยเปลี่ยนความรู้สึก
รวมถึงสามารถปรับแสงให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละเวลาได้ด้วย &amp;nbsp;แต่ถ้าหากเป็นเรื่องยากเกินไปนัก &amp;nbsp;ลองเลือกโคมไฟเก๋ๆมาตั้งสองข้างขนาบกับโซฟาตัวโปรดของคุณในห้องนั่งเล่น
&amp;nbsp;หรือจะเปลี่ยนที่ครอบอันใหม่ให้เรียบหรู
ดูมีสไตล์กว่าเดิมก็ไม่ว่ากัน



&amp;nbsp;4.หมอนอิงช่วยได้



&amp;nbsp;ถ้า
หากว่าการลงทุนซื้อโซฟาตัวใหม่ซักตัว ทำให้คุณต้องคิดหนักเรื่องราคาแล้วหล่ะก็
ขอแนะนำว่าเพียงเลือกหมอนอิงลายสวยเก๋ถูกใจหลายๆใบมาวางประดับลงบนโซฟาตัว เก่า
เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ห้องใหม่ หมอนใหม่ และโซฟารูปแบบใหม่
ที่แตกต่างไปจากเดิมแล้วหล่ะค่ะ



&amp;nbsp;5.นอนอย่างมีสไตล์



&amp;nbsp;ห้อง
นอนของคุณก็ต้องการ การเปลี่ยนแปลงด้วยรึเปล่า? ลองเปลี่ยนหัวเตียงใหม่ดูสิ
หรือจะเลือกภาพวาดอันใหญ่มาประดับผนังก็ไม่เลวนะ
นอกจากจะช่วยเพิ่มอะไรให้กับผนังห้องของคุณแล้ว &amp;nbsp;การเลือกตกแต่งที่ดูหนักแน่นยังช่วยทำให้ห้องของคุณดูมีแนวทางที่ชัดเจนและ
มีเสน่ห์ &amp;nbsp;หรือว่าอยากจะลองเลือกรูปแบบผสมผสานก็ไม่ว่ากัน &amp;nbsp;ตัวเตียงใหม่กับโต๊ะตัวเก่า หรือจะหัวเตียงเก่ากับโต๊ะตัวใหม่คงแล้วแต่ใครจะชอบแบบไหน
คงต้องเลือกกันเอาเอง



&amp;nbsp;6.ลองใช้กระจกซิจ๊ะ



&amp;nbsp;หาก ว่า
ภาพวาดหรืองานศิลปะที่คุณอยากจะได้มาประดับห้องของคุณมีราคาสูงเกินงบไป หน่อย
ทำไมไม่ลองหันมาเลือกใช้กระจกประดับห้องดูหล่ะ เพียงนำกระจกไปเข้ากรอบที่คุณชอบ
แล้วก็มาวางเรียงประดับห้อง อยากได้มากได้น้อยก็สามารถตกแต่งเลือกได้ตามใจตัวเอง &amp;nbsp;นอกจากจะให้ลูกเล่น และผลลัพธ์ที่แปลกตาแล้ว &amp;nbsp;ยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้อย่างดีอีกด้วย



7.พิจารณาเรื่องขนาด



&amp;nbsp;เรื่อง
ของขนาดนั้นมีผลมากทีเดียวกับความรู้สึกของคน &amp;nbsp;ไม่ว่าห้องของคุณมีขนาดเล็กแค่ไหน
แต่ถ้ามีของประดับชิ้นใหญ่ซักชิ้น
รับรองได้ว่าช่วยทำให้ห้องคุณดูแกรนขึ้นได้มากทีเดียว &amp;nbsp;ลองเลือกภาพพิมพ์ชิ้นใหญ่ๆมาวางประดับผนัง
หรือจะเลือกงานประติมากรรมที่ชื่นชอบซักชิ้นก็ไม่ว่ากัน



&amp;nbsp;8.ของเก่าทำใหม่



&amp;nbsp;แม้
จะเป็นเก้าอี้ตัวเก่าที่เริ่มจะออกสีเหลืองๆ
แต่โครงไม้ที่สวยงามนั้นคงทำให้ทิ้งมันไม่ลง &amp;nbsp;ทำไมไม่ลองนำเอาเฟอร์นิเจอร์เก่าที่มีไปปรับเปลี่ยนเบาะใหม่
&amp;nbsp;แล้วก็ทาสีซะใหม่
เพียงเท่านี้เก้าอี้ตัวเก่งของคุณก็จะดูใหม่และเก๋เหมาะกับห้องของคุณ



&amp;nbsp;9.จัดการกับหน้าต่างของคุณ



&amp;nbsp;ลอง เลือกผ้าม่านที่เหมาะกับหน้าต่างและห้องของคุณ
&amp;nbsp;บาง คนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ
แต่ว่าผ้าม่านเป็นตัวกรองแสงที่จะเข้ามาภายในห้อง
รวมไปถึงรูปแบบและลวดลายของผ้าม่านยังสามารถแสดงรสนิยมและบุคลิกของเจ้าของ
ได้อีกด้วย &amp;nbsp;ทำไมไม่ลองเปลี่ยนผ้าม่านห้องนั่งเล่นของคุณดูหล่ะ เพียงเท่านี้ห้องคุณก็จะเปลี่ยนไปอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน



&amp;nbsp;10.สร้างสรรค์ผลงานให้บ้านด้วยตัวเอง



&amp;nbsp;หลัง จากเลือกสรรหางานศิลปะสวยๆเพื่อมาประดับห้องอยู่นาน &amp;nbsp;อาจไม่พบที่ถูกใจหรือว่ามีราคาแพงเกินไป &amp;nbsp;ทำไม
ไม่ลองมาสร้างสรรค์ผลงานเองดูหล่ะ &amp;nbsp;อาจจะทำแบบง่ายๆ ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบวาดรูป
โดยหารูปในนิตยสารที่ชอบ มาแปะซ้อนทับกัน ตกแต่งสร้างภาพขึ้นเองใหม่ แล้วใส่กรอบ &amp;nbsp;หรือใครคนไหนมีฝีมือ ก็อวดโฉมได้เต็มที่ เพียงเท่านี้ &amp;nbsp;เทคนิคง่ายๆ
เราก็สามารถตกแต่งบ้านสวยราคาประหยัดกันได้แล้วหล่ะค่ะ



&amp;nbsp;

</description>
<link>http://www.webyota.com/?infoboard=topic.2.151.1</link>
<pubDate>Wed, 23 Feb 2011 02:08:24 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>เตียงดีไม่มีหัก เทคนิค..ในการเลือกซื้อที่นอนให้เหมาะสมกับตัวเอง</title>
<description>

แต่ ก่อนที่คุณจะออกไปเลือกซื้อที่นอน ควรตระเตรียมหาคำตอบกับคำถามเหล่านี้ไว้ก่อนจะทำให้การเลือกที่นอนง่ายขึ้น
ไม่เสียเวลาแต่อย่างใด 

สำรวจความต้องการและสภาพร่างกายของตนเอง


ทำไม ถึงต้องสำรวจตัวเองก็เพราะหลาย ๆ ท่านมักจะมีปัญหากับสภาพร่างกาย
เช่น ปวดหลัง ปวดเอว จึงจำเป็นต้องหาที่นอนที่สามารถบรรเทาอาการเหล่านี้ได้หรืออย่างน้อยจะต้อง
ไม่ซ้ำเติมให้อาการหนักขึ้นไปอีก 
และใครที่ชอบนอนที่นอนแข็ง ๆ ก็ต้องหาข้อมูลว่าที่นอนแข็ง ๆ มันทำมาจากอะไรมีผลดีผลเสียอย่างไรต่อร่างกาย


หาข้อมูลเกี่ยวกับที่นอนชนิดต่าง
ๆ 

อัน นี้ถือว่าจำเป็นมากๆ เพราะจะทำให้คุณมีข้อมูลรู้จริง ไม่ต้องคล้อยตามพนักงานขายเพียงอย่างเดียว
สำหรับประเภทและลักษณะของที่นอน ขอสรุปเป็นประเภทดังนี้ 

1. ประเภทแข็ง
ชนิดแรก ได้แก่ ที่นอนที่ทำจากยางพารา มีความนุ่มและยืดหยุ่นดี
น้ำหนักมากคงสภาพดี อายุการใช้งานไม่ค่อยนานนัก คุณสมบัติเด่นคือ เก็บความชื้นและฝุ่นละออง
ระบายอากาศได้น้อยและยังดูดความชื้นได้ดี เพราะฉะนั้นใครที่ชอบที่นอนยางพาราก็ขอให้พิจารณาให้ดีก่อน
อีกชนิดหนึ่งได้แก่ ที่นอนใยมะพร้าว ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างแข็ง ไม่นุ่มเท่ายางพารา
น้ำหนักมากคงสภาพดีไม่สะสมความชื้น ระบายอากาศได้ดี เพราะด้านในโปร่งต่างจากที่นอนยางพารา
แต่ถ้าชอบที่นอนแข็งผมขอแนะนำที่นอนใยมะพร้าวจะดีกว่า 

2. ประเภทนิ่ม
ชนิดแรก ได้แก่ ที่นอนฟองน้ำ มีความนุ่มมากคงสภาพไม่ค่อยได้นาน
จึงมักเป็นสาเหตุของการปวดหลัง ส่วนอีกประเภท คือ ที่นอนสปริง มีความยืดหยุ่นสูงมาก
น้ำหนักมาก ยิ่งมีสปริงมาก จะทำให้การรับส่วนโค้งเว้าของร่างกายได้ดียิ่งขึ้น แต่เมื่อใช้ไปนานๆ
อาจมีเสียงดังได้ ไม่สะสมความชื้นระบายอากาศได้ดีมาก และเพื่อให้คุณเข้าใจส่วนประกอบภายในที่นอนสปริงมากขึ้น
ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้ 

ในที่นอนสปริงเมทส่วนใหญ่ วงสปริงและชั้นวัตถุดิบต่าง ๆ เป็นวัสดุที่ช่วยรองรับร่างกาย
นอกจากในตัวที่นอนแล้วในตัวบ๊อกซ์สปริงก็อาจจะมีวงสปริงเช่นเดียวกัน สิ่งที่คุณควรทราบในการซื้อที่นอนสปริงมี
2 อย่างดังนี้ 

2.1 จำนวนวงสปริงในที่นอน มีความสำคัญกับความแข็งของที่นอน ไม่มากก็น้อย เช่น ที่นอนมีวงสปริง
400 วง สามารถรองรับน้ำหนักได้น้อยกว่าที่นอนที่มีวงสปริง
700 วง แต่ไม่ได้หมายความว่าที่นอนวงสปริง 400 วง ไม่ได้คุณภาพ เพียงแต่ท่านใดที่ชอบนอนที่นอนแข็ง ๆ ก็ควรเลีอกที่นอนที่มีวงสปริงมาก


2.2 สำหรับที่นอนสปริงที่มีคุณภาพขดลวดต้องหนา เส้น ลวดที่นำมาใช้ทำสปริงต้องเส้นใหญ่จึงสามารถรองรับน้ำหนักได้มากซึ่งสังเกต
ง่าย ๆ ได้โดยทิ้งตัวลงนอน ถ้าที่นอนนั้นยุบตัวเร็วก็คือที่นอนที่ใช้วงปริงไม่เพียงพอหรือใช้ขดลวดที่
ไม่ได้คุณภาพ 

3. ประเภทผสม เป็นการวางแผ่นชั้นของวัสดุแบบผสมผสานและมักเป็นการรวมคุณสมบัติที่ดีเข้ามา
เสริมไว้ด้วยกัน เช่น ที่นอนใยมะพร้าวผสมยางพารา ซึ่งจะได้ความนุ่ม ยืดหยุ่นสูง แถมยังได้ความคงทนด้วย


เลือกซื้ออย่างมียุทธวิธี


ต้อง ทราบก่อนว่าคุณจะใช้ที่นอนขนาดเท่าไร โดยทั่วไปที่นอนจะมีความหนาตั้งแต่
6&amp;rdquo; , 8&amp;rdquo;, และ 10&amp;rdquo; ขึ้นไป สำหรับขนาดความกว้างจะมี
3 ขนาดได้แก่ 3.5 ฟุต (Twin) เรียกว่าที่นอนเดี่ยวที่นอนคู่ (Queen) กว้าง 5
ฟุตและที่นอนคู่แบบพิเศษ (King) กว้าง 6
ฟุต ส่วนความยาวของที่นอนจะเท่ากันหมดคือ 6.5 ฟุต


เมื่อคุณได้ขนาดที่ ต้องการแล้วให้เลือกประเภทที่นอนที่ชอบแล้วลองนอนดูพร้อมคู่นอนของคุณโดยไม่
ใส่รองเท้า ในท่านอนปกติ เป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที
แต่ละครั้ง อย่าลองนอนบนที่นอนมากกว่าสามแบบ อาจจะทำให้คุณสับสนได้ ทั้งนี้เพื่อให้การเลือกซื้อที่นอนคุณบรรลุวัตถุประสงค์ในการซื้อที่นอน
เพื่อสร้างความสุขในการนอน 


เรื่อง : ประภาส สุทธิอำนวยกูล 
ที่มา : www.home.co.th


                                                                               
01-02-2009                                   
ที่มา :  [ 01-02-2009 ]                                                                                      

</description>
<link>http://www.webyota.com/?infoboard=topic.2.150.1</link>
<pubDate>Tue, 21 Dec 2010 11:57:11 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>เลือกวัสดุปูพื้นแต่งบ้านแบบไหนดี?</title>
<description>

วัสดุ ปูพื้น บ้านเรา อาจแยกใหญ่ๆ
ได้เป็น 5-6 ประเภท วัสดุเหล่านี้แต่ละอย่างจะมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน
และมักเป็นปัญหาไม่จบสิ้น สำหรับคุณเจ้าของบ้านว่าจะเลือกอะไรดี

1.พื้นไม้จริง เป็นของธรรมดาพื้นบ้านมานมนานกาเล
แต่ปัจจุบันกลายเป็นความใฝ่ฝันที่หลายคนอยากมี แต่ก่อนจะวางพื้นไม้บนตงและคานทำหน้าที่เป็นโครงสร้างไปด้วย
แต่ส่วนใหญ่ตอนนี้มักจะปูบนพื้นคอนกรีตอีกที แต่ต้องระมัดระวังกรรมวิธีในการปูให้ถูกต้อง
ต้องมีการวางระแนงไม้ฝังในคอนกรีตและสูงกว่าผิวคอนกรีตประมาณ 2 เซนติเมตร เพื่อความยืดหยุ่นและไม่โก่งงอจากการอัดเข้าลิ้นภายหลัง ราคาพื้นไม้นี้จะแพง
แต่ให้ความรู้สึกดีมาก

2.พื้นปาร์เกต์ คือ ชิ้นไม้เล็กๆ
ที่ปูบนพื้นคอนกรีต มีทั้งแบบเข้าลิ้นรอบ และไม่เข้าลิ้น ราคาจะถูกกว่าพื้นไม้ธรรมดา
สิ่งที่ต้องระวังในการปูก็คือ คอนกรีตจะต้องแห้งสนิทพร้อมทำกันซึมไว้ด้วย
กาวจะต้องดี ปูปาร์เกต์แล้วต้องทิ้งไว้นานๆ เพื่อให้กาวแห้งก่อนขัดพื้นและต้องไม่อัดแผ่นปาร์เกต์แน่นเกินไป
ไม่เช่นนั้นอาจโก่งงอระเบิดได้

3.กระเบื้องเคลือบ ราคา จะมีตั้งแต่ตารางเมตรละ
200 บาท จนถึง 5,000 บาท แล้ว แต่ชนิดของกระเบื้อง
ใช้ปูบนพื้นคอนกรีตที่ไม่จำเป็นต้องแห้งสนิท แต่ต้องกันซึมไว้เรียบร้อย การปูกระเบื้องเล่นลายเป็นสิ่งที่ต้องระวังมาก
เพราะกระเบื้องแต่ละแผ่น แต่ละยี่ห้อจะมีขนาด-ความหนาไม่เท่ากัน ทำให้น่าเกลียดกว่าที่ออกแบบไว้มากทีเดียว

ปัญหาของการปูกระเบื้องก็ คือกระเบื้องมักขาดตลาด (ในลายที่ต้องการ)
และหากเสียหายแตกหักภายหลัง จะหาอะไหล่มาทดแทนไม่ได้
(ควรเก็บสต๊อกกระเบื้องที่ใช้ไว้บ้าง)

4.หินอ่อนหรือแกรนิต เป็นของที่นิยม
ใช้กันมากขึ้น เพราะราคาเริ่มใกล้เคียงกับวัสดุปูพื้นอย่างอื่น สิ่งที่ต้องระวังก็คือการเตรียม
พื้นผิวจะต้องเผื่อระดับปูนทรายไว้ให้หนา (ประมาณ 2-3
เซนติเมตร) ไม่เช่นนั้นพื้น หินอ่อนจะปรับระดับไม่ได้ และต้องคิดไว้เสมอว่า
หินอ่อนเป็นของธรรมชาติซึ่งคุณจะเลือกลายดังใจนึกไม่ได้ และอย่าปูหินอ่อนตากแดด
ไม่เช่นนั้นจะเป็นฝ้าเป็นฟางหมด

5.พื้นพรม เป็น วัสดุที่สวย นุ่มนวล
ไม่แพงนัก หรูหรา ติดตั้งง่าย แต่บำรุงรักษายาก และมีอายุการใช้งานสั้น
หากต้องการเปลี่ยนบรรยากาศบ่อยๆ หรือเร่งงานก่อสร้าง พรมเป็นวัสดุที่น่าใช้ทีเดียว

6.กระเบื้องยาง เป็น สิ่งสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์
มีทั้งเป็นแผ่นเล็กๆ และเป็นผืนใหญ่ ทนทานดีทีเดียว เมื่อเทียบกับราคา
บำรุงรักษาไม่ยากนัก แต่ให้ความรู้สึกที่เป็นสำนักงานมากไปหน่อย ปรับเปลี่ยนง่ายแต่ต้องระวังให้ดีว่าพื้นผิวที่เตรียมไว้ปูกระเบื้องยางจะ
ต้องเรียบดีเป็นระดับ ต้องแห้งและกันซึม ไม่เช่นนั้นเมื่อใช้งานแล้วจะเป็นหลุม
หรือหลุดร่อน



&amp;nbsp;



&amp;nbsp;


ขอขอบคุณ: หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ </description>
<link>http://www.webyota.com/?infoboard=topic.2.149.1</link>
<pubDate>Tue, 05 Oct 2010 08:20:44 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>ที่มาของชื่อ ปลั๊กสามตา</title>
<description>

เต้า รับ (Socket-outlet หรือ Receptacle) หรือปลั๊กตัวเมีย คือขั้วรับสำหรับหัวเสียบจากเครื่องใช้ไฟฟ้า
ปกติเต้ารับจะติดตั้งอยู่กับที่ เช่น ติดอยู่กับผนังอาคาร อาจมีทั้งแบบ 2 รู หรือ 3 รู



เต้าเสียบ (Plug) หรือปลั๊กตัวผู้ คือ ขั้วหรือหัวเสียบที่มีสายไฟติดอยู่กับเครื่องใช้ไฟฟ้า
มีขาโลหะยื่นออกมา 2 ขา หรือ 3 ขา เพื่อเสียบเข้ากับเต้ารับทำให้สามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นได้



ส่วน
ปลั๊กสามตา มีคำเรียกอย่างเป็นทางการว่า &quot;รางเต้ารับ&quot; หรือ &quot;เต้ารับที่ทำเป็นชุด&quot; ในภาษาอังกฤษเรียก Extension Socket ในอดีตที่ติดตลาด
ได้รับความนิยม และเห็นบ่อยที่สุด คือ แบบตลับกลมๆ หมุนเก็บสายไฟไว้ด้านในได้ และมีช่องเสียบปลั๊กแบบ
2 ขา อยู่ทั้งหมด 3 ช่อง
จึงทำให้นิยมเรียกกันว่า &quot;ปลั๊กสามตา&quot;



ปัจจุบัน ปลั๊กสามตาพัฒนารูปลักษณ์ทันสมัยขึ้น
พร้อมเพิ่มช่องเสียบเป็น 4 ช่องหรือ
6 ช่อง มีให้เลือกหลายรูปแบบ หลายราคา แต่ยังนิยมเรียกชื่อเดิมซึ่งในการเลือกซื้อควรเลือกที่ได้มาตรฐาน
มอก. 166/2549 มีสปริงของเต้ารับ(หรือตัวล็อกขาเต้าเสียบ)
ทำจากทองเหลือง ตัวกล่องฉนวนทำจากพลาสติก ABSและมีระบบตัดไฟอัติโนมัติ
หรือมีฟิวส์ในตัว เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ในกรณีไฟฟ้าลัดวงจร



ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.lib.ru.ac.th/

</description>
<link>http://www.webyota.com/?infoboard=topic.2.148.1</link>
<pubDate>Tue, 28 Sep 2010 04:52:05 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>วิธีดูแลห้องน้ำให้สะอาด ทำอย่างไร?</title>
<description>การจะทำให้บ้านทั้งหลังสุขภาพดี 
สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการดูแลจุดเล็กๆ น้อยๆ ตามบ้านอย่างทั่วถึง 
ซึ่งหนึ่งในจุดที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ ห้องน้ำห้องน้ำสุขภาพดีนั้น
ควรมีการถ่ายเทอากาศที่ดี แสงสว่างที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนสบายตา 
และควรมีกลิ่นที่จรรโลงจิตใจ 
ซึ่งเราสามารถจัดแต่งและปรับปรุงห้องน้ำในบ้านให้เป็นห้องน้ำที่มีสุขภาพดี 
ด้วยวิธีต่างๆ โดยมีลักษณะดังนี้ - ปลอดภัยและใช้งานสะดวก
 เรียกว่าเป็นปัจจัยหลักของห้องน้ำเลยก็ว่าได้ 
โดยเฉพาะถ้าบ้านนั้นมีทั้งเด็กและคนชรา 
เราจำเป็นต้องคัดเลือกวัสดุพอสมควรเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด 
ไม่ว่าจะเป็นวัสดุปูพื้น การเล่นระดับในห้องน้ำ 
กลอนประตูที่สามารถเปิดใช้สำรองเวลาฉุกเฉิน เป็นต้น - เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 
 ใกล้ชิดธรรมชาติ ควรเลือกตกแต่งห้องน้ำสุขภาพดีอย่างเรียบง่าย 
ด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น หิน ต้นไม้ 
ซึ่งสามารถผสมผสานกับสุขภัณฑ์สมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี 
และที่สำคัญอีกอย่างควรเลือกสุขภัณฑ์รุ่นที่ประหยัดน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำ 
รวมทั้งประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย - ปลอดเชื้อรา ไร้
เชื้อโรค 
เราสามารถป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกวัสดุปู
 ผนัง ด้วยวัสดุพื้นเรียบทำความสะอาดง่าย เช่น กระเบื้องเซรามิค 
รวมทั้งต้องหมั่นดูแลทำความสะอาดอุปกรณ์สุขภัณฑ์ 
อ่างน้ำรวมไปถึงผนังในห้องน้ำอยู่เสมอด้วย 
ที่สำคัญห้องน้ำควรมีอากาศถ่ายเทและแสงธรรมชาติส่องถึง 
เพื่อทำให้ห้องน้ำนั้นแห้งสะอาดปราศจากความชื้นอันเป็นสาเหตุของเชื้อรานั่น
เอง ถึงจะใส่ใจเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าปฏิบัติทำความสะอาดได้สม่ำเสมอ ห้องน้ำของคุณก็จะสุขภาพดีไม่มีเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน
                    ขอขอบคุณข้อมูล : homeandi

</description>
<link>http://www.webyota.com/?infoboard=topic.2.147.1</link>
<pubDate>Fri, 24 Sep 2010 12:50:30 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>บานพับประตูราคาต่างกันมาก...จะเลือกอย่างไร</title>
<description>
บานพับคืออุปกรณ์ที่เป็นตัวยึดติดกับประตูด้านหนึ่งและวงกบด้านหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นจุดหมุนเพื่อให้บานประตูสามารถเปิดปิดได้                    ชิ้นส่วนที่สำคัญในบานพับนั้นจะประกอบด้วยปีกโลหะกับแกนที่เป็นจุดหมุน   (มองดูคล้ายปีกผีเสื้อ จึงมีช่างเรียกบานพับแบบนี้ว่า &quot;บานพับปีกผีเสื้อ&quot;)   และส่วนประกอบที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ &quot;แหวนบานพับ&quot;   ซึ่งมีผลกับการรับน้ำหนักของบานพับ   และความสามารถในการเปิดปิดได้อย่างนุ่มนวลไม่กินแรง สะดวก   ราคาที่แตกต่างกันจึงมีที่มาจากวัสดุที่ใช้ทำตัวปีก แกนบานพับ   และระบบของแหวนบานพับเป็นหลัก   โดยเรียงลำดับราคาจากต่ำไปสูงในส่วนโลหะที่นำมาใช้งานโดยทั่วไป   คือปีกโลหะเหล็กชุบสี ปีกโลหะทองเหลือง ปีกโลหะเหล็กกล้าปลอดสนิม-สเตนเลส   และเรียงลำดับของชนิดแหวนที่นำมาประกอบจากราคาต่ำไปสูงดังนี้ แหวนพลาสติก   แหวนทองเหลือง แหวนสเตนเลสและแหวนระบบลูกปืน      	  ในการเลือกใช้บานพับไม่อาจตัดสินได้ว่าแบบถูกที่สุดนั้นไม่ดีเสมอไป   แต่การเลือกบานพับต้องเลือกให้ถูกกับการใช้งาน โดยพิจารณาจากขนาดความกว้าง   ความสูงของบานและน้ำหนักของบานประตู กับตำแหน่งการใช้งานเป็นหลัก เช่น   บานประตูห้องเก็บของหรือบานที่ใช้งานไม่บ่อยสามารถที่จะเลือกใช้บานพับ  สเตนเลส แหวนพลาสติกได้เนื่องจากราคาย่อมเยา   การเปิดปิดสะดวกตลอดเวลาไม่ต้องกลัวสนิม   หรือหากเป็นบานประตูหน้าบ้านที่เป็นทางเข้าออกหลัก หรือประตูห้องต่างๆ                  ภายในบ้านที่มีการใช้งานบ่อยและมีน้ำหนักมากก็น่าจะเลือกใช้บานพับที่มีปีก  โลหะหนาและมีความสูงของปีกสูงกว่าปกติโดยพิจารณารุ่นที่เป็นแหวนระบบลูกปืน  ซึ่งจะรับน้ำหนักได้ดี มีอายุการใช้งานยาวนาน   แม้จะมีราคาสูงแต่ก็คุ้มค่ากับการใช้งาน   ซึ่งหากเราพิจารณาเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมก็ช่วยประหยัดได้   นับเป็นการใช้เงินทองได้อย่างชาญฉลาดคุ้มค่ามากทีเดียวที่มา : www.home.co.th    
</description>
<link>http://www.webyota.com/?infoboard=topic.2.146.1</link>
<pubDate>Thu, 23 Sep 2010 01:41:13 +0700</pubDate>
</item>
</channel>
</rss>


